การสำเร็จมรรคผล#วิมุตติความหลุดพ้น#มรรควิถีของมันทบุคคล#เธออย่าได้กล่าวค...

#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#เราทราบความเป็นจริงข้อนี้#เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไ­ม่มีอะไรในขณะนั้นพวกเรากำลังเดินอยู่แล้วในทางแห่งพระพุทธเ­จ้าทั้งหลายโดยแท้จริง #ดังนั้นเราควรเจริญจิตให้หยุดอยู่บนความไม่มีอะไร­เลยทั้งสิ้น#เราฝึกไปจนกระทั่งใจเข้าสู่ความเป็นกลางเป็นกลางและบุญบารมีทั้งหลายเราก็สะสมของเราไป#เวลาวัดการปฏิบัตินะว่าดีหรือไม่นี่เราไม่ได้วัดเป็นรายวันเราจะวัดคล้ายคล้าย เกรดเฉลี่ยเกรดเฉลี่ย#คือจิตใจของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยเรื่อย #จิตใจที่เข้มแข็งเติบโตขึ้นมาเนี่ยเมื่อมันมีบารมีมากขึ้นนะ#มันสะสมมาจากการสร้างความดีนานาชนิดนะเป็นพลังของจิต #บางคนเจริญสติอย่างเดียวนะความดีอื่นไม่เอาเลย#เจริญสติเจริญปัญญาอย่างเดียวเรื่องอื่นไม่เอาเลยนะ#เรื่องศีลเรื่องอะไรไม่เอาทั้งนั้นเลยพวกนี้จิตไม่มีพลัง อย่างมีสมาธิบางคนก็ทำสมาธิเจริญปัญญา ศีลไม่รักษา จิตจะไม่มีพลัง และพลังของจิตตัวนี้มันเป็นมวลรวม เป็นพลังรวมจากความดีทุกทุกอย่างที่สะสมไว้ เรียกว่าบารมีต่างๆพอสะสมบารมีต่างๆมากพอแล้ว จิตจะเกิดพลังที่จะก้าวกระโดด จะเกิดเปลี่ยนเรียกว่าเปลี่ยนโคตรเปลี่ยนตระกูลได้ พวกเราตอนนี้เรามีอยู่ในตระกูลเดียวกันทั้งหมดนะคือตระกูลปุถุชนเป็นปุถุชน เมื่อจิตมันมีบุญบารมีมากพอ มีพลังมากพอ เจริญสติเจริญปัญญา มากพอมันจะก้าวกระโดดเปลี่ยนตระกูลไป ไปอยู่ในตระกูลของโลกุตตระ ตระกูลของพระอริยะ เราจะรู้สึกเลยว่าเรามีพ่อมีแม่ที่แท้จริงนะพ่อแม่ของเราในชาตินี้ก็จริงนะเป็นพ่อแม่จริงแต่เป็นในชาตินี้แต่พ่อแม่ของเราในสังสารวัฏ นี้ คือ พระพุทธเจ้า เราจะรู้สึกว่า เรารู้แล้วล่ะว่า พ่อแม่ของเราคือใคร พี่น้องของเราคือใคร มันจะรู้สึกอย่างนั้น เรารู้แล้วว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน เพราะเราหลงออกมาจากบ้าน คล้ายคล้ายอย่างนั้นนะ คล้ายคล้ายเด็กหลงทาง เราเป็นเด็กหลงทาง เด็กบางคนหลงทางมานาน จนไม่รู้ว่าตัวเองมีบ้านอยู่ พวกเรานี่คือเด็กที่หลงทางมานาน เราไม่รู้ว่าเรามีบ้านที่แท้จริง เราก็ไม่คิดที่จะกลับ นี้ พระพุทธเจ้าเมตตากรุณา สูงนะ ท่านอุตส่าประกาศธรรมะออกมา ลำบากขันท์มากเลยนะ ในการประกาศธรรมะ คล้าย คล้าย สอนวัว สอนควาย ให้ขึ้นต้นไม้นะ ไม่ใช่ง่ายๆนะ สอนให้คนละกิเลส ดีไม่ดีมันก็แว้งเอานะ มันโกรธเอา ท่านอุตส่าทำ ท่านก็ชี้ทางให้เรา พอเราเริ่มเดินไป เดินไป ถึงจุดที่เรารู้ความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี รูปธรรม นามธรรม มีอยู่ แต่ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ตัวเรา การกระทำ นะ มีอยู่แต่ไม่มีผู้กระทำ ใจมันอย่างนี้ มันรู้จักความจริงของธรรมะละ มันล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน ล้างความเห็นผิดในเรื่องวิธีปฏิบัติ ไม่งมงาย หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ใจได้พระโสดา เป็นพระโสดาบัน คล้ายเด็กหลงทาง ที่รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร รู้ว่าพี่น้องเรามี คือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ ไม่คลอนแคลน ละ เราก็ขยันภาวนา ไปเรื่อย บางคนก็ใช้เวลานานหน่อย นะอินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา 7 ชาติ 7 ชาติสั้นนิดเดียวนะ เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน บางคนก็สองสามชาติ บางคนก็ชาติเดียว ภาวนาไปเรื่อย เรื่อย สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน ถึงบ้านแล้วโฮ้ย หาบ้านแทบตาย บ้านอยู่ที่นี่เอง หาซะรอบจักรวาล อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง แต่ว่าไม่ใช่เป็นพุทธเจ้าที่ไปนั่งเข้าแถว นั่งสมาธิอะไรอย่างนั้นนะ หรือบางสํานักก็นั่งเก้าอี้ พุทธเจ้านั่ง บางสำนักก็นั่งสมาธิ กระดุกกระดิกไม่ได้ด้วย เหมือนรูปปั้น ไม่ใช่หรอก อะไรที่ยังเป็นรูปเป็นนามอยู่ไม่ใช่นิพพานนะ เป็นรูปเป็นนามไม่ใช่นิพพาน นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นทุกข์สิ้นขันท์ แต่ว่ามีไหมสภาวะนั้น มี ก็สภาวะที่สิ้นทุกข์สิ้นขันท์สิ้นตัญหา นั้นแหละ นะ เวลาที่ตายธาตุขันท์นี้แตก พลังงานที่มีอยู่ทิ้งไว้ในโลกนะ ส่วนอมตะธาตุ อมตะธรรมรวมเข้ากับพระนิพพานไป พระนิพพานไม่เพิ่มขึ้นไม่ลดลง เทศเยอะไปละ พวกเรา เริ่ม ตา แป๊ว แป๊ว แล้ว ยากไป ฟังไว้ก่อนนะ แล้วก็ขยันภาวนา ทำให้ถูก สิ่งที่ผิดมี 2 อันเองไม่ตึงไป ก็หย่อนไป ตึงไปก็เพราะโลภ หย่อนไปเพราะขี้เกียจ เพราะหลงโลก ตึงไปก็เพราะโลภมาก อยากดี อยากพ้นทุกข์ก็แค่นี้แหละ ถ้ารู้เท่าทันจิตใจ ตอนนี้ตึงไป รู้ทัน ตอนนี้หย่อนไป รู้ทัน มันก็เข้าทางสายกลาง เมื่อไหร่ไม่ผิดเมื่อนั้นก็ถูก ถ้าถูกแล้วมันก็เดินของมันไปเรื่อยๆ นะ แต่ละวัน บางช่วงก็เจริญบางช่วงก็เสื่อม แต่ภาพรวมแล้ว เราจะเติบโตขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งมันมีกำลัง ข้ามภพไป#การบัญญัติจำพวกบุคคลของบุคคลทั้งหลาย#บุคคลบัญญัติของบุคคลมีเท่าไรผู้พ้นในกาลบางคราวผู้พ้นอย่างเด็ดขาด#ผู้มีธรรมที่กำเริบได้ผู้มีธรรมที่กำเริบไม่ได้#ผู้มีธรรมที่เสื่อมได้ผู้มีธรรมที่เสื่อมไม่ได้, เจตะนาภัพโพ อะนุรักขะนาภัพโพ, -ผู้มีธรรมที่ควรแก่เจตนา, ผู้มีธรรมที่ควรแก่การรักษา, ปุถุชชะโน โคต๎ระภู, -ผู้เป็นปุถุชน, ผู้คร่อมโคตร, ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต, -ผู้เว้นชั่วเพราะกลัว, ผู้เว้นชั่วไม่ใช่เพราะกลัว, ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน, -ผู้ควรแก่มรรคผลนิพพาน, ผู้ไม่ควรแก่มรรคผลนิพพาน, นิยะโต อะนิยะโต, -ผู้เที่ยง, ผู้ไม่เที่ยง, ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต, -ผู้ปฏิบัติอริยมรรค, ผู้ตั้งอยู่ในอริยผล, อะระหา อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน, -ผู้เป็นพระอรหันต์, ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

"Who am I" ? By Lord Krishna Revealed in Bhagvad Gita (in Hindi)​#ถ้าฉันเป็นนารายณ์จะร่ายเวทย์#อันเรืองเดชศักดิ์สิทธิ์และรักษา#สันติสุข #สันติธรรม #นำประชา#เจริญผาสุขสันต์นิรันดร#ถ้าฉันเป็นพิฆเนศวิเศษสุทธิ์#จะรีบรุดนำวิชามาสั่งสอน#ใส่เชิงศิลป์#พิณเพลงบรรเลงพร​#ทั้งกาพย์กลอนรื่นเริงเชิงกวี...#ถ้าฉันเป็นพระอินทร์ถวิลไว้#จะสั่งให้วิสุทกรรมนำสุขี#ลงมาสร้างเคหาทุกธานี#ให้ท่านมีสุขเท่าเจ้าเมืองบน...#ถ้าฉันเป็นกามเทพเทวบุตร#จะฉวยฉุดสอยบุบผาเป็นห่าฝน​#ชโลมลูบจูบดวงใจให้ทุกคน#เป็นสุขล้นทุกข์สลายมลายไป... #แต่นี่ฉันใช่เป็นเช่นกล่าวอ้าง#สุดหนทางที่จะทำดังคำไข#จึงขอเขียนบทกลอน#อันอำไพเพื่อเตือนใจ​#เตือนตนทุกคนเอย#สวัสดิรักษา#อย่าเล่นกับไฟ#ไกลกังวล #ดนตรีชีวิต #ผิดเป็นครู #ภูเขาหิน #เรื่องกินเรื่องใหญ่ #ไฟในอย่านำออก #ความหลอกลวง #บ่วงความรัก#สลักจิต #สันติรส #ถ่มน้ำลายรถฟ้า #ก่ิ้งก่าได้ทอง #ครองสันติสุข#สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย#จิตใจที่แห้งสนิทจึงจะหลุดพ้น#ความหลุดพ้น #วันปิดสามแดนโลกธาตุ​#ถ้ารู้ว่าเราหลงทางเราจะกลับบ้านถูก#อริยสัจ4#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ #การเข้าผลสมาบัติ#เป็นการเข้าอยู่ในอารมณ์พระนิพพาน#ที่ได้มาจากอริยผลญาณ #อันบังเกิดแล้วแก่ตน #เพื่อเสวยโลกุตตรสุข #ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็น #ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน #พระนิพพาน ที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ ๑. ​#อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่องหมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน เป็นอารมณ์ ๒. #อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี อัปปณิหิตนิพพาน เป็น อารมณ์ ๓. ​#ญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์